ลูทีน (Lutein) ในดอกดาวเรือง ผลวิจัย ช่วยบำรุงสายตา (อัพเดท 2019)

ลูทีน (Lutein) ในดอกดาวเรือง

ลูทีน (Lutein) คืออะไร

ลูทีน เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยส์ หรือสารสีเหลืองที่สามารถพบได้ในร่างกายมนุษย์ โดยพบได้ที่บริเวณจุดกึ่งกลางของจอดวงตาโดยเฉพาะจุดรับภาพชัดชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากออกซิเจนภายในเซลล์ มีหน้าที่ปกป้องดวงตา ช่วยดูดซับแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ที่เป็นสาเหตุของปัญหาดวงตา

ถึงแม้ว่าลูทีนจะสามารถพบได้ในร่างกายของคนเรา แต่ลูทีนนั้นเป็นสารที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสังเคราะห์มาใช้เองได้ โดยธรรมชาตินั้นพบได้ในนมมารดา และสามารถได้รับจากทางอาหารที่กินไป

โดยลูทีนสามารถพบได้ในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด แครอทฟักทอง ปวยเล้ง คะน้า ผักโขม โกจิเบอรร์รี่ ถั่วลันเตา ผักกาด บลอกโคลี ไข่ และในดอกดาวเรืองเป็นต้น  

ประโยชน์ของลูทีนที่มีต่อดวงตา

สารลูทีนและซีแซนทีนเป็นแคโรทีนอยส์ที่สะสมบริเวณจอดวงตา เม็ดสีเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องจอประสาทตาช่วยชะลอความเสื่อมของโรคจอประสาทตาได้ โดยทั้งลูทีนและซีแซนทีนจะต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อมีปริมาณออกซิเจนสูง และเมื่อรับแสงในปริมาณมาก รวมไปถึงแสงที่ฟ้าที่ได้รับจากคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ลูทีนยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของคนเราอีกด้วย โดยปกติในดวงตาของเราจะมีสารอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำลายเซลล์รับภาพ และทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งลูทีนจำทำงานร่วมกับกรดไขมัน DHA ที่ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาการมองเห็นในเด็ก

นอกจากลูทีนและซีแซนทีนจะมีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเรตินาและเลนส์ตาแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก และป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ด้วยเช่นกัน

ลูทีน ดอกดาวเรือง

การดูดซึมลูทีน

จากการศึกษาพบว่า ร่างกายของคนเรานั้นจะทำหน้าที่ดูดซึมแคโรทีนอยด์จากอาหารที่ผ่านการปรุงให้สุก มากกว่าอาหารที่ปรุงไม่สุก ดังนั้นถ้าเราต้องการได้รับสารอาหารลูทีนอย่างครบถ้วนก็ควรหันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

ลูทีนควรกินตอนไหนดี?

ปริมาณลูทีนที่ควรได้รับต่อวันอยู่ทีไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อวัน กรณีที่รับลทีนมากเกินไปจะไปสะสมรวมที่ตับ ก่อให้เกิดอาการตัวเหลืองได้

ในกรณีที่เป็นสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคคลูทีนในรูปอาหารเสริม ให้เลือกรับประทานอาหารธรรมชาติเช่น ข้าวโพด แครอทฟักทอง คะน้า ผักโขมแทน เนื่องจากสารลูทีนที่ได้รับ จะไปสะสมค้างที่ตับได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเซลล์เยื่อเมือกที่สร้างสารคัดหลั่งหรือโรคซิสติก ไฟโบรซิส จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกรับประทานลูทีน   เนื่องจากร่างกายอาจจะเลือกดูดซึมแค่แคโรทีนอยส์และทำให้ระดับลูทีนในเลือดต่ำลงได้

ลูทีนจากดอกดาวเรือง ดียังไง?

ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณในการบำรุงสายตาด้วยเช่นกัน ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างตนดอกดาวเรืองมีสารแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ซึ่งจัดว่าเป็นสารบำรุงสายตาจากพืชมีสี โดยมีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา

เราสามารถรับสารลูทีนจากดอกดาวเรื่องธรรมชาติได้โดยนำดอกดาวเรืองไปตากแห้ง แล้วมาชงดื่มแบบชา กับน้ำร้อน นอกจากนี้มีอาหารเสริมหลายที่สลักสารลูทีนมาเป็นในรูปแบบเม็ดแคปซูล เพื่อให้บริโภคง่าย เหมาะกับสังคมที่เร่งรีบ

ดังนั้นเราขอแนะนำให้ทุกท่าน ควรคำนึงถึงปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน นั่นคือ 20 มิลลิกรัมนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *